2006/Apr/26

หลายๆ คนเปรียบว่าชีวิตเหมือนโรงละคร...

ถ้าเป็นเช่นนั้น โรงละครนั้นก็คงเป็นโรงละครที่มีเราเป็นตัวเอกโลดแล่นอยู่ในเวทีอันกว้างใหญ่ คนอื่นที่เหลือล้วนเป็นเพียงตัวประกอบในบทละครเท่านั้น

ตอนเด็กๆ ผมเคยมีความรู้สึกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง ผมตั้งคำถามกับการมีอยู่และดำเนินไปของตัวเอง เป็นคำถามที่เกิดจากความรู้สึกแปลกใจในอะไรบางอย่าง และเป็นคำถามที่ผมลำบากใจมากที่จะบอกเล่าหรือถามคนอื่น เพราะว่าผมไม่สามารถบรรยายมันออกมาเป็นคำพูดได้

มาถึงวันนี้ เกือบ 20 ปีแล้วจากจุดเริ่มต้นของความสงสัยนั้น แต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ผมไม่สามารถหาคำตอบได้ และผมก็ยังไม่สามารถอธิบายมันได้

ชีวิตที่ดำเนินมาจนถึงวันนี้มันเหมือนโรงละครที่ผมเป็นตัวเอก ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปหรือที่ยังวนเวียนอยู่ในชีวิตเป็นเหมือนตัวละครตัว "อื่นๆ" เท่านั้น ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ การตัดสินใจและการกระทำต่างๆ เริ่มต้นขึ้นจากตัวละครตัวเอกซึ่งสวมบทบาทโดยตัวเราเอง สิ่งที่เราคิดมันอยู่กับตัวเรา เป็นของเรา และเกิดขึ้นที่ตัวเรา เราจึงเป็นตัวเอกในโรงละครนี้

สำหรับคนอื่นๆ ก็คงมีโรงละครของตัวเองที่เขาเป็นตัวเอกอยู่ในนั้น

แต่เมื่อคนสองคนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ใครกันที่จะเป็นตัวเอกในละครฉากนั้น?

คนทั้งคู่ต่างก็เป็นตัวเอกในโรงละครของตน แต่เมื่อฉากที่คนทั้งสองพบกันเริ่มต้นขึ้น เวทีของคนทั้งคู่ก็คือเวทีเดียวกัน

และนั่นก็จุดความสงสัยของผมให้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า...

ในสายตาของคนๆ หนึ่ง อีกคนหนึ่งก็เป็นเพียงตัวประกอบ และถ้าหากมีบุคคลที่สามก้าวเข้ามาในฉากนี้ คนทั้งสองที่อยู่ก่อนหน้าก็เป็นเพียงตัวประกอบในสายตาของผู้มาใหม่

ถ้าหากว่าไม่มีตัวเอกที่แท้จริงแล้วเราเป็นใครกันเล่าในโรงละครแห่งนี้?

ทำไมผมจึงรู้สึกเหมือนกับว่าผมเป็นตัวเอก... ทั้งๆ ที่ผมก็เป็นแค่ตัวประกอบจากมุมมองของคนอื่นๆ?

ทำไมเราถึงเป็น "ปัจเจกบุคคล" อย่างที่เราเป็น?

มีใครบ้างมั้ยที่ลอยตัวอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ เฝ้ามองดูพวกเราเล่นละครไป โดยที่เขาเองไม่ได้เป็นทั้งตัวเอกและตัวประกอบ และไม่ได้เป็น "ปัจเจกบุคคล" ในนิยามใดๆ?

สิ่งที่ผมพยายามจะพูดคงเป็นเพียงอีกความพยายามหนึ่งที่จะเข้าใกล้คำถามของผมเอง หากแต่ว่าจนถึงวันนี้ผมก็ยังจนปัญญาที่จะหาคำมาอธิบายความรู้สึก -- และคำถาม -- อันนี้ให้ใครๆ เข้าใจได้ สิ่งที่ผมทำได้คงเป็นเพียงการเล่าในองค์ประกอบต่างๆ ที่ผสมปนเปอยู่ในความสงสัยอันยุ่งเหยิงนั้น... เท่านั้นเอง

Comment

Comment:

Tweet


ผมคิดว่าผมเข้าใจว่าความสงสัยของคุณคืออะไร แต่ก็ไม่คิดว่าจะอธิบายหรือให้คำตอบได้ เช่นเดียวกับที่ความเห็นของผมต่อไปนี้อาจจะไม่ได้ตอบคำถามเลยแม้แต่น้อย

หากเรากำลังดูภาพยนต์สักเรื่องหนึ่ง...
"ชัยวัฒน์กำลังเดินไปยังห้องแถวที่อยู่อีกฟากของถนน พร้อมกับที่อำนวยกำลังเดินสวนไปอีกทางเพื่อพบกับใครคนหนึ่ง"

หากจบลงสั้นๆ เท่านี้ ถามว่าใครคือตัวเอกของเรื่องนี้ คุณรู้สึกถึงอารมณ์ ความคิดหรือจุดหมายของใครได้ชัดเจนที่สุด ชัยวัฒน์ อำนวย หรือตัวคุณ

แต่หากหนังดำเนินต่อไปอีกสองชั่วโมง
"พลันที่ชัยวัฒน์นึกได้ เขาก็หันหลังกลับและวิ่งตรงเข้าไปหาอำนวยอย่างรวดเร็วและกระชากตัวอำนวยลงไปกองกับพื้นและดึงกุญแจมือที่ติดตัวมา ล็อคมือทั่งสองข้างของอำนวยไว้ข้างหลัง"

ภาพตัดไปดำเนินเรื่องราวก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้
"ชัยวัฒน์ ตำรวจหนุ่มที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสืบค้นหลักฐานต่างๆ และหาตัวคนที่เป็นเบื้องหลังในการฆาตรกรรมภรรยาของเขา กว่าที่เขาจะได้รู้ว่าอำนวยคือเบื้องหลังทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้เขาต้องผ่านความอยากลำบาก อุปสรรคมากมาย และการเสี่ยงชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน"

หนังจบลงที่ชัยวัฒน์สามารถจับคนที่ฆ่าภรรยาเขาได้ กลับมาถามซ้ำอีกครั้งว่าช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าในโรงหนังนั้น คุณรู้สึกถึงอารมณ์ ความคิดหรือจุดหมายของใครได้ชัดเจนที่สุด ชัยวัฒน์ อำนวย หรือตัวคุณ

สำหรับผมแล้ว ช่วงเวลาสองชั่วโมงนั้นคงจะเป็นช่วงที่ผมหลุดพ้นจากความคิดและมุมมองของตัวเอง หากหนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีพอ ผมคงจะถูกดึงความคิดและอารมณ์ให้คล้อยตามกับตัวละครที่มีบทบาทมากที่สุดและเป็นตัวเชื่อมโยงเรื่องราวได้ชัดเจนที่สุด การเรียนรู้ถึงนิสัยและพฤติกรรมของตัวละครคงทำให้ผมคาดการณ์สิ่งที่ตัวละครนั้นกำลังจะทำได้บ้าง ซึ่งหากหนังเรื่องนั้นยาวกว่าสองชั่วโมงก็คงจะยิ่งทำให้ผมเข้าใจความคิดของตัวละครได้มากขึ้นอีก

สองชั่วโมงในโรงหนัง ตัวเอกของผมจึงไม่ใช่ "ตัวผม" แต่เป็นตัวละครที่ผมเห็นบ่อยที่สุด ผ่านการดำเนินเรื่องที่ติดตามตัวละครตัวนั้นมากที่สุด พร้อมทั้งถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครนั้นได้ชัดเจนที่สุด

ย้อนกลับมาสู่โลกความจริงอันสว่างจ้าภายนอกโรงหนัง ทุกๆ วันที่เราลืมตาตื่นขึ้นมา เรามองเห็นเท้าเราก้าวลงจากเตียง เห็นภาพตัวเองในกระจกที่กำลังยืนแปรงฟัน เห็นมือที่กำลังตักอาหารโปรดของเราเข้าปาก และเห็นอีกมากมายพฤติกรรมของเราทั้งวัน วนเวียนไปทุกวัน

แต่ที่สำคัญกว่าการเห็นความเคลื่อนไหวของร่างกาย เรายังรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของจิตใจเราอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่เราจะก้าวเท้าลงจากเตียงนอน เรารับรู้ถึงการต่อสู้ภายในจิตใจว่าจะลุกขึ้นมาจากเตียงหรือนอนต่ออีกสักห้านาที เรารับรู้ถึงการคาดหวังว่าจะไม่เห็นรอยย่นเพิ่มบนใบหน้าขึ้นมาอีกเส้นเมื่อส่องกระจก เรารับรู้ถึงความลังเลตอนกำลังเปิดเมนูเลือกอาหารที่เราจะกินตอนมื้อเที่ยง เราเห็นจิตใจเรากำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดแม้เวลาที่ร่างกายเราไม่เคลื่อนไหวใดๆ ก็ตาม

แล้วเหตุใดเล่าที่เราจะไม่เป็นตัวละครตัวเอกในโรงละครของเรา ซึ่งมีตัวประกอบมากเท่าที่เราพอจะสังเกตเห็น

หากเรากำลังดูหนังเรื่องหนึ่ง แต่จิตใจเรากลับวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องของตัวเรา เราจะไม่สามารถเข้าไปอยู่ในโลกที่ตัวละครนั้นกำลังดำเนินอยู่ได้ เช่นเดียวกันในโลกความจริง เรากำลังจดจ่ออยู่กับการหาคำตอบให้กับตัวเองก็จะทำให้ความเป็นตัวละครตัวเอกของเราชัดเจนขึ้น และห่างไกลจากการเข้าใจโลกของคนอื่นไปเรื่อยๆ

และผมก็ยังเชื่อว่าในโรงละครของแต่ละคน คงมีบ้างเป็นครั้งคราวที่ตัวเอกจะเปลี่ยนเป็นคนอื่น เพียงแต่เราความรู้สึกนั้นอาจจะตกหล่นไปบ้าง เพราะตอนนั้นเป็นเวลาที่เราไม่ได้คิดถึงตัวเอง

;พึงจะสังเกตว่าผมเข้ามาแสดงความเห็นช้าไปเกือบปีแน่ะ หวังว่าตอนนี้คุณ dreamist คงเข้าใจตัวเองได้ชัดขึ้นแล้วนะครับ
#4 by realist (136.8.1.100 /19.232.144.112) At 2007-03-23 20:57,
ครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นคือ

คนที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ จะมีพลังอำนาจเสมอ

จาก "นักรบเร็วกว่าปีศาจ"
#3 by (58.9.137.181) At 2006-09-23 20:15,
ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ ผมคิดว่ามันช่วยทำให้ผมเข้าใจตัวเองได้ดีขึ้น

ปัญหาของผมอยู่ตรงที่ว่า ในบางครั้งผมเองก็ไม่สามารถอธิบายให้ตัวเองเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ผมสงสัยคืออะไรกันแน่ ผมรู้สึกถึงความสงสัยนั้น แต่ผมไม่สามารถหาคำมาอธิบายให้ตัวเองเข้าใจได้ว่ามันคืออะไร นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้

ผมอาจจะบอกได้ว่าความรู้สึกมันเหมือนจุกอยู่ในอก เหมือนมีกำแพงใหญ่ขวางอยู่ข้างหน้าแต่ไม่มีประตู เหมือนเคว้งคว้างอยู่ในบางสิ่งที่ผมเองก็นิยามไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่มาพร้อมกับความสงสัยที่ผมเองก็ยังไม่รู้จะอธิบายยังไง

สิ่งที่ผมเขียนไปในบลอกเมื่อวานไม่ใช่คำถามที่ผมตั้งใจจะถามซะทีเดียว เพราะว่าผมเองก็ไม่รู้จะถามยังไง เรื่องปัจเจกบุคคลที่ผมยกมาก็ไม่ใช่คำถามของผม เพียงแต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น และประเด็นของผมคงไม่ใช่ "ปัจเจกบุคคล" ในความหมายของการทำตัวให้แตกต่างหรือมีความคิดเฉพาะ หากแต่เป็นความหมายกว้างๆ ในลักษณะของการเป็นบุคคลคนนั้นและไม่ใช่คนอื่น

"ความจริงแล้วไม่มีตัวเอก หรือกระทั่งตัวประกอบ เพียงแต่เรารู้สึกกับตัวเองได้ชัดเจน (แต่เห็นภาพคลุมเครือ) ขณะที่มองคนอื่นชัดเจนแต่รู้สึกถึงได้อย่างคลุมเครือ" ผมชอบตรงนี้ครับ เพราะผมคิดว่ามันเข้าใกล้กับสิ่งที่ผมคิด หรือถ้าจะให้ชัดเจนคือ ผมรู้สึกว่านี่คือส่วนหนึ่งของ "คำถาม" ของผม (แต่ไม่ใช่คำตอบ) สิ่งที่ผมรู้สึกสงสัยคงเป็นตรงที่ว่า "ทำไม" มันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงเป็นคนๆ นี้ มานั่งอยู่ตรงนี้ กำลังรู้สึกถึงสิ่งนั้นและสิ่งนี้ แล้วทำไมเราต้องเป็นคนๆ นี้ (ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าทำไมเราเกิดมาเป็นอย่างนี้หรือเรื่องชาติกำเนิดนะครับ) ทำไมความรู้สึกของเราถึงอยู่กับเราตรงนี้ กับร่างกายนี้ แล้วความรู้สึกของแต่ละคนมันคืออะไรกัน

แน่นอนว่าทุกคนมีความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนเอง แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าผมเป็นผม ทำไมผมถึงรู้สึกกับตัวเองได้ชัดเจน วันนี้ผมนั่งอยู่และมองคนอื่นคุยกัน ผมรู้สึกถึงความรู้สึกของผมต่อความเป็นไปของสิ่งรอบข้าง แต่ความรู้สึกของคนอื่นมันอยู่ตรงไหน

แล้วทำไมผม "ต้อง" เป็น "ผม" คนนี้

ทั้งหมดนี้ที่ผมเขียนก็ยังไม่ตรงกับสิ่งที่ผมสงสัยซะทีเดียว แต่ผมคิดว่ามันน่าจะเข้าใกล้พอสมควรแล้วครับ
#2 by ~d.r.e.a.m.i.s.t~ At 2006-04-27 10:34,
จริงๆแล้วไม่ว่าจะเป็นความคิดตอนเด็ก
หรือความคิดตอนโตแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่เราคิดว่าคนอื่นไม่เข้าใจ
เป็นความคิดเฉพาะของเรา ซึ่งยากจะบอกเล่าให้ใครเข้าใจได้เหมือนเรา
แต่แท้จริงแล้วความคิดเหล่านั้นเป็นพื้นฐานและง่าย
ไม่ซับซ้อนแต่อย่างใด
หากบอกคนอื่น แน่นอนว่าใครๆก็เข้าใจ
เพียงแต่เราคิดว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจ
ความจริงแล้วไม่มีตัวเอก หรือกระทั่งตัวประกอบ
เพียงแต่เรารู้สึกกับตัวเองได้ชัดเจน
(แต่เห็นภาพคลุมเครือ) ขณะที่มอง
คนอื่นชัดเจนแต่รู้สึกถึงได้อย่างคลุมเครือ

อย่างไรก็ตามความเป็นปัจเจกของผู้คน
โดยเฉพาะในยุคสมัยปัจจุบันเป็นเรื่องธรรมดา
ที่จะเห็นใครๆ 'พยายามทำตัวแตกต่าง' หรือ 'มีความคิดในแบบเฉพาะ' แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้กลับเหมือนๆกันทั้งสิ้น
คนเรารู้สึกแตกต่างเป็นเพราะคิดไปเองทั้งสิ้นครับ

สำหรับโรงละครนั้น...เป็นละครต่างหากที่
เหมือนชีวิต ละครซึ่งจำลองมาจากชีวิต
จนต่อมาละครถูกใส่ความเกินจริงไว้ในนั้น
จนผู้คนจริงๆจะเริ่มทำเลียนแบบความเกินจริง
ในละครนั้นอีกทีหนึ่ง

จริงๆแล้วสิ่งที่คุณพยายามเล่ามานั้น
ไม่ยุ่งเหยิงหรือซับซ้อนแต่อย่างใด
เป็นคุณเองที่สับสน
เชื่อไหมว่าคนอ่านเข้าใจในสิ่งนี้ได้เต็มร้อย?

ต้องเข้าใจสิครับ เพราะ ปัจเจกที่หลากหลาย ความจริงก็แค่ความธรรมดาสามัญ
ที่เราพบคนแบบนี้อยู่ทุกวัน


#1 by ninetynine-phoenixs At 2006-04-26 18:11,